รายการล่าสุด

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความดีๆที่น่าอ่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความดีๆที่น่าอ่าน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

When you came into the world



When you came into the world, she held you in her arms.
You thanked her by wailing like a banshee.
เมื่อคุณกำเนิดมาในโลกนี้ เธออุ้มคุณไว้ในอ้อมอก
คุณขอบคุณเธอโดยการร้องไห้


When you were 1 year old, she fed you and bathed you.
You thanked her by crying all night long.
เมื่อคุณอายุ 1 ขวบ เธอป้อนข้าวและอาบน้ำให้คุณ
คุณขอบคุณเธอโดยการงอแงทั้งคืนวัน

When you were 2 years old, she taught you to walk.
You thanked her by running away when she called.
เมื่อคุณอายุ 2 ขวบ เธอสอนคุณเดิน
คุณขอบคุณเธอด้วยการวิ่งหนีเมื่อเธอเรียกหา


When you were 3 years old, she made all your meals with love.
You thanked her by tossing your plate on the floor.
เมื่อคุณอายุ 3 ขวบ เธอทำอาหารทุกอย่างให้คุณด้วยความรัก
คุณขอบคุณเธอด้วยการโยนจานลงพื้น


When you were 4 years old, she gave you some crayons.
You thanked her by coloring the dining room table.
เมื่อคุณอายุ 4 ขวบ เธอให้ดินสอสีคุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการระบายสีบนโต๊ะอาหาร


When you were 5 years old, she dressed you for the holidays.
You thanked her by plopping into the nearest pile of mud
เมื่อคุณอายุ 5 ขวบ เธอแต่งชุดเก่งให้คุณเพื่อไปเที่ยว
คุณขอบคุณเธอด้วยการทำชุดเก่งนั้นเปื้อนโคลนเลอะเทอะ


When you were 6 years old, she walked you to school.
You thanked her by screaming, "I'M NOT GOING!"
เมื่อคุณอายุ 6 ขวบ เธอเดินไปส่งคุณไปโรงเรียน
คุณขอบคุณเธอด้วยการกรีดร้องว่า "ไม่ไป!!!"






When you were 7 years old, she bought you a ball. You thanked her by throwing it through the next-door-neighbor's window.
เมื่อคุณอายุได้ 7 ขวบ เธอซื้อบอลให้คุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการไปทำหน้าต่างของเพื่อนบ้านแตก


When you were 8 years old, she handed you an ice cream.
You thanked her by dripping it all over your lap.
เมื่อคุณอายุได้ 8 ขวบ เธอซื้อไอศกรีมให้คุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการทำมันหกเลอะเทอะไปทั่ว


When you were 9 years old, she paid for piano lessons.
You thanked her by never even bothering to practice.
เมื่อคุณอายุได้ 9 ขวบ เธอสอนเปียโนให้คุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการไม่เคยแม้แต่จะซ้อม


When you were 10 years old, she drove you all day, from soccer
to gymnastics to one birthday party after another.
You thanked her by jumping out of the car and never looking back.
เมื่อคุณอายุ 10 ขวบ เธอขับรถไปส่งคุณทั้งวัน ตั้งแต่สนามบอล, โรงยิม,
ยันงานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนแต่ละคน
คุณขอบคุณเธอด้วยการกระโดดออกนอกรถ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง



When you were 11 years old, she took you and your friends to the
movies. You thanked her by asking to sit in a different row.
เมื่อคุณอายุ 11 ขวบ เธอพาคุณและเพื่อนคุณไปดูหนัง 
คุณขอบคุณเธอด้วยการขอนั่งที่นั่งคนละแถว




When you were 12 years old, she warned you not to watch certain TV shows. You thanked her by waiting until she left the house.
เมื่อคุณอายุ 12 ขวบ เธอเตือนคุณอย่าดูทีวี
คุณขอบคุณเธอด้วยการรอเธอออกไปก่อน แล้วดูต่อ


When you were 13, she suggested a haircut that was becoming.
You thanked her by telling her she had no taste.
เมื่อคุณอายุ 13 เธอแนะให้คุณตัดผมให้มันดูดี
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่าเธอไม่มีรสนิยมเอาเสียเลย


When you were 14, she paid for a month away at summer camp.
You thanked her by forgetting to write a single letter.
เมื่อคุณอายุ 14 เธอจ่ายค่าซัมเมอร์แคมป์หนึ่งเดือนให้คุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการไม่ได้เขียนจดหมายมาหาเลยสักฉบับนึง


When you were 15, she came home from work, looking for a hug.
You thanked her by having your bedroom door locked.
เมื่อคุณอายุ 15 เธอกลับบ้านหลังเลิกงาน อยากได้กอดสักครั้ง
คุณขอบคุณเธอด้วยการล็อกห้องนอนขังตัวเองในห้อง


When you were 16, she taught you how to drive her car.
You thanked her by taking it every chance you could.
เมื่อคุณอายุ 16 เธอสอนคุณขับรถ
คุณขอบคุณเธอด้วยการเอารถไปขับทุกเวลาที่คุณจะเอาไปได้


When you were 17, she was expecting an important call.
You thanked her by being on the phone all night.
เมื่อคุณอายุ 17 เธอกำลังรอโทรศัพท์สายสำคัญ
คุณขอบคุณเธอด้วยการใช้สายตลอดคืนนั้น




When you were 18, she cried at your high school graduation.
You thanked her by staying out partying until dawn.
เมื่อคุณอายุ 18 เธอร้องไห้ในวันที่คุณเรียนจบมัธยม
คุณขอบคุณเธอด้วยการฉลองยันเช้า


When you were 19, she paid for your college tuition, drove you
to campus carried your bags.
You thanked her by saying good-bye outside the dorm so you
wouldn't be embarrassed in front of your friends.
เมื่อคุณอายุ 19 เธอจ่ายค่ากวดวิชา ขับรถไปรับไปส่ง
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกลาข้างนอกเพื่อที่จะไม่ได้อายเพื่อน


When you were 20, she asked whether you were seeing anyone.
You thanked her by saying, "It's none of your business."
เมื่อคุณอายุ 20 เธอถามคุณว่ามีแฟนหรือยัง
คุณขอบคุณเธอด้วยการพูดว่า ไม่ใช่เรื่องของเธอสักหน่อย


When you were 21, she suggested certain careers for your future.
You thanked her by saying, "I don't want to be like you."
 เมื่อคุณอายุ 21 เธอแนะนำอาชีพให้คุณสำหรับอนาคต
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า คุณไม่อยากเป็นอย่างเธอ


When you were 22, she hugged you at your college graduation.
You thanked her by asking whether she could pay for a trip to Europe.
เมื่อคุณอายุ 22 เธอกอดคุณวันรับปริญญา 
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า อยากได้รางวัลไปเที่ยวยุโรปสักครั้ง


When you were 23, she gave you furniture for your first apartment. You thanked her by telling your friends it was ugly.
เมื่อคุณอายุ 23 เธอให้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งในอพาร์ตเมนท์แห่งแรกของคุณคุณขอบคุณเธอด้วยการบอกเพื่อนๆ ว่า มันช่างน่าเกลียดเสียนี่กระไร 


When you were 24, she met your fiance and asked about your plans for the future. You thanked her by glaring and growling, "Muuhh-ther, please!"
เมื่อคุณอายุ 24  เธอพบคู่หมั้นคู่หมายของคุณและถามคุณเกี่ยวกับแผนการในอนาคตน คุณขอบคุณเธอด้วยการจ้องมองเขม็งพร้อมพูดว่า "แม่ โปรดเถอะอย่ายุ่งกับเรื่องนี้" 



When you were 25, she helped to pay for your wedding, and she cried and told you how deeply she loved you.
You thanked her by moving halfway across the country.
เมื่อคุณอายุ 25 เธอช่วยคุณจ่ายค่าใช้จ่ายงานแต่งงานและสินสอด
ร้องไห้และบอกคุณว่าเธอรักคุณแค่ไหน
คุณขอบคุณเธอด้วยการย้ายไปอีกฟากหนึ่งของประเทศ


When you were 30, she called with some advice o­n the baby. You thanked her by telling her, "Things are different now."
เมื่อคุณอายุ 30 เธอโทรมาหาพร้อมกับแนะนำเรื่องการเลี้ยงเด็กคุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า สมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว


When you were 40, she called to remind you of an relative's birthday. You thanked her by saying you were "really busy right now."
เมื่อคุณอายุ 40 เธอโทรมาเตือนความจำคุณเกี่ยวกับวันคล้ายวันเกิดญาติคุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า ตอนนี้ไม่ว่างเลย


When you were 50, she fell ill and needed you to take care of her.
You thanked her by reading about the burden parents become to their children.
เมื่อคุณอายุ 50 เธอเริ่มชราและไม่ค่อยสบาย ต้องการให้ดูแล
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่ามันเป็นภาระแค่ไหนที่จะต้องเลี้ยงดูเธอ



And then, one day, she quietly died. And everything you never did
came crashing down like thunder. "Rock me baby, rock me all night long."
และแล้ว วันหนึ่ง เธอจากไปอย่างเงียบสงบ และทุกอย่างที่คุณไม่เคยกระทำจะเหมือนฟ้าผ่าในใจคุณ"เรียกแม่ไปเถอะลูก เรียกตลอดทั้งคืนนะ"


Please paid little bit attention to the one you called "mom" .
โปรดใช้เวลาสักนิด แสดงออกถีงความลึกซึ้งแด่คนที่เราเรียกว่าแม่ แม้จะไม่กล้าพูดออกมาก็ตามเถอะ


Nothing can replace her although sometimes she is not the one who mostly understand in you.
ไม่มีอะไรแทนที่เธอได้
แม้ว่าบางคราวเธออาจจะไม่ได้เป็นคนที่เข้าใจคุณมากที่สุด หรืออาจไม่เห็น


Or she may not agree with your thought but she still your "mom" and you can believe that she can do everything for you.
ด้วยกับความคิดของคุณ แต่เธอก็คือแม่ของคุณ และเชื่อได้ว่าเธอจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคุณ รับฟังทุกปัญหาทุกความกังวล



Listen to your problems, every anxious . Do you have more time to
listen to her worry from work?
ถามตัวคุณเองดูเถิด คุณมีเวลาที่จะฟังความเศร้าความกังวลใจของเธอจากการทำงานหรือจากในครัวไหม


Do you used to concern about her tired? Please love her so much
althoughshe and you have the conflict because when she pass away.
คุณเคยคิดถึงความเหนื่อยยากของเธอไหม
รักเธอให้มากแม้ว่าจะคิดเห็นแตกต่างกัน เพราะเมื่อเธอจากไป



It's remain the memory and sad. Do not ignore the o­ne who closely to your heart? Love her more than you love yourself
จะเหลือเพียงความทรงจำและความเสียใจเท่านั้น
อย่าเพิกเฉยกับคนที่ใกล้หัวใจคุณที่สุด รักเธอให้มากกว่าที่คุณรักตัวเอง



โดย: ศีลวตี Landham.net





ภาพข้อความแถมมาให้อ่านครับ!!

















ทำดีเพื่อท่านตั้งแต่วันนี้...ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ!!

ขอบคุณภาพจากทุกสำนักครับ!!









คุณค่าของชีวิต (บทความดีๆที่น่าอ่าน)




วันหนึ่งเณรน้อย มาหาพระอาจารย์
“พระอาจารย์ คุณค่าในตัวของข้าคืออะไร ”
พระอาจารย์ “เจ้าจงไปที่สวนหลังบ้าน เก็บก้อนหิน
ก้อนใหญ่มา 1 ก้อน เอาไปวางขายที่ตลาด
ถ้ามีคนถามราคา ไม่ตอบ แค่ชู 2 นิ้ว ถ้าเขาต่อรอง
อย่าขาย เอากลับมา อาจารย์จะบอกเอง
วันรุ่งขึ้น เณรน้อยอุ้มหินไปวางขายที่ตลาด
คนจ่ายตลาดเดินผ่านไปผ่านมา ต่างแปลกใจ มีแม่บ้าน
เดินมาถาม “ก้อนหินขายเท่าไหร ?”เณรน้อยชู 2 นิ้ว
“2 เหรียญ” เณรน้อยสั่นหัว
“งั้นก็ 20 ก็ได้ จะได้เอาไปทับผักกาดดอง”

เณรน้อยคิดในใจ
 “แม่เจ้าโว๊ย หินไร้ค่านี้ขายได้ตั้ง
20 เหรียญ บนเขาวัดข้ามีเยอะแยะ เณรน้อยก็ไม่ขาย
ตามที่พระอาจารย์บอก ไปพบพระอาจารย์อย่างดีใจ
“อาจารย์ วันนี้มีแม่บ้านคนหนึ่งให้ราคา 20 เหรียญ
จะซื้อหินของข้า อาจารย์บอกได้หรือยังว่า
คุณค่าในตัวของข้าคืออะไร”

อาจารย์ “ไม่ต้องรีบ พรุ่งนี้ เอาไปวางไว้ในพิพิธภัณฑ์
ถ้ามีคนถามราคา ไม่ตอบพูด แค่ชู 2 นิ้ว ถ้าเขาต่อรอง
อย่าขาย เอากลับมา แล้วมาคุยกันใหม่”
วันต่อมา ใน พิพิธภัณฑ์ มีจีนมุงล้อมวง คุยกันเองว่า
“หินธรรมดาก้อนหนึ่ง มีค่าอะไรมาอยู่ในพิพิธภัณฑ์”
มาวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ได้ มันก็ต้องมีคุณค่าของมัน
แต่เราอาจจะไม่รู้ตอนนี้ มีคนโผล่มา ตะโกนถาม
เณรน้อยว่า “เณรน้อย หินก้อนนี้ชายเท่าไหร่ ”
เณรน้อยชู 2 นิ้ว
“200 เหรียญ”
เณรน้อยสั่นหัว
“งั้นก็ 2000 แล้วกัน กำลังหาหินไป
แกะสลักพระพุทธรูป"






เณรน้อยตกใจ มากกว่าเมื่อวานอีก ก็ไม่ขายตามที่
พระอาจารย์บอก ไปพบพระอาจารย์ด้วยความดีใจ
“อาจารย์ วันนี้มีคนให้ราคา 2000 เหรียญ
จะซื้อหินของข้า วันนี้อาจารย์ต้องบอกข้าแล้วนะว่า
คุณค่าในตัวของข้าคืออะไร”

อาจารย์หัวเราะชอบใจ
“พรุ่งนี้เอาไปที่ร้านขายวัตถุโบราณเหมือนเดิม
แล้วเอากลับมา ครั้งนี้ อาจารย์บอกคำตอบเธอแน่ๆ“
วันต่อมา เณรน้อยเอาหินไปที่ร้านขายวัตถุโบราณ
ก็ยังมีคนมามุงดู มีคนพูดว่า นี่มันหินอะไรว่ะ
มาจากถิ่นไหน ของราชวงศ์ไหน ใช้ทำอะไร
สุดท้ายมีคนมาถามราคา
“ เณรน้อย หินก้อนนี้ชายเท่าไหร่ ?”
เณรน้อยชู 2 นิ้ว
“20,000 เหรียญ”

เณรน้อยตกใจอ้าปากค้าง อุทานเสียงดัง “หา”
คนนั้นนึกว่าตัวเองให้ราคาต่ำไป ทำให้เณรน้อยรมณ์เสีย
แก้ไขทันทีว่า “ไม่ๆๆ ข้าพูดผิด ข้าจะให้เจ้า 200,000”

เณรน้อยได้ยินดังนั้น อุ้มหินวิ่งหนีกลับไปบนเขาหาพระ
อาจารย์ทันที พูดกับอาจารย์แบบกระหือกระหอบว่า
“อาจารย์ครั้งนี้เรารวยแล้ว มีโยมจะให้ราคาเรา 2 แสน
เพื่อซื้อหินก้อนนี้ อาจารย์บอกได้หรือยังว่า
คุณค่าในตัวของข้าคืออะไรกันแน่ ?”





อาจารย์ลูบหัวเณรน้อย พูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดูว่า
“เจ้าหนูน้อย คุณค่าในตัวเจ้าก็เหมือนหินก้อนนี้
ถ้าวางตัวเองในตลาดสด เจ้าก็มีค่า 20 ถ้าเอาตัวเจ้า
ไปวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ เจ้าก็มีค่า 2000 ถ้าไปอยู่ใน
ร้านขายวัตถุโบราณ เจ้าก็มีค่า 2 แสน เวทีชีวิตต่างกัน
ตำแหน่งวางตัวต่างกัน คุณค่าของคนก็เปลี่ยนไป”
แล้ววันนี้เราเป็นหินที่ถูกวางไว้ที่ใด













วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

14ข้อ หลักปฏิบัติจากพระราชดำรัสในหลวง




พระราชดำรัส ของในหลวงของเรา

1.เรื่องด่วน พูดให้ช้า ๆ
2.เรื่องใหญ่ พูดให้ชัด ๆ
3.เรื่องเล็กพูดให้มีอารมณ์ขัน
4.เรื่องไม่มั่นใจทบทวนให้ดีค่อยพูด
5.เรื่องยังไม่เกิดอย่าพูดส่งเดช
6.เรื่องที่ทำไม่ได้อย่าพูดอย่างมักง่าย
7.เรื่องให้ร้ายอย่าได้พูด
8.เรื่องลำบากใจมุ่งที่เรื่อง ไม่มุ่งคน
9.เรื่องสนุกต้องดูกาละเทศะ
10.เรื่องเศร้า อย่าได้ เจอใครก็พูด
11.เรื่องคนอื่นพูดอย่างระมัดระวัง
12.เรื่องตนเองตั้งใจฟังใจเราพูดอย่างไร
13.เรื่องปัจจุบันทำแล้วค่อยพูด
14.เรื่องอนาคตไว้พูดในอนาคต

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ



ฉันไม่เคยรู้สิ่งนี้เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นเลย (พร้อมภาพสวยๆ)



หลายอย่างดีมากและน่าสนใจ..โปรดอ่านจนจบ
1. คุณเคยทราบไหมว่าเด็กนักเรียนญี่ปุ่นทำความสะอาดห้องเรียนร่วมกันกับคุณครู 15 นาทีทุกวัน ซึ่งสร้างจิตสำนึกรักความสะอาดอย่างแยบคายในคนยุคใหม่
2. คุณเคยทราบไหมว่าคนญี่ปุ่นที่เลี้ยงสุนัขจะต้องพกถุงเฉพาะที่คอยเก็บเศษอุจจาระของสัตว์เลี้ยงของตนเอง เรื่องสุขอนามัยและความทุ่มเทในสิ่งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่น
3. คุณเคยทราบไหมว่าคนงานทำความสะอาดในญี่ปุ่น ถูกเรียกว่า "วิศวกรสุขภาพ" และพวกเค้าสามารถต่อรองเงินเดือนได้ 5000-8000 ดอลล่าสหรัฐฯ และต้องสอบผ่านทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์เข้าก่อนทำงาน
4. คุณเคยทราบไหมว่าประเทศญี่ปุ่นไม่ค่อยมีแหล่งพลังงานธรรมชาติและต้องเผชิญกับภัยแผ่นดินไหวนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังสามารถยืนอยู่ใน 4 อันดับแรกของประเทศที่มีความสำเร็จทางเศรษฐกิจโลก
5. คุณเคยทราบไหมว่า เมืองฮิโรชิม่า ที่ถูกระเบิดปรมณู ได้ถูกฟื้นฟูคืนมาดั่งเดิมในเวลา เพียง10 ปี
6. คุณเคยทราบไหมว่ามีการงดใช้โทรศัพท์มือถือในร้านอาหารและบนรถไฟในญี่ปุ่น
7. คุณเคยทราบไหมว่าแม้ว่าเศรษฐานะคนญี่ปุ่นนั้นถูกจัดเป็นคนที่รวยที่สุดคนหนึ่งในโลก แต่พวกเค้าไม่จ้างคนรับใช้ พ่อแม่ยังคงมีหน้าที่เลี้ยงดูลูกและดูแลบ้านเป็นหลัก
8. คุณเคยทราบไหมว่าไม่เน้นการสอบในชั้นเรียนในระดับปีการศึกษาที่ 1-3 เนื่องด้วยเป้าหมายคือการวาง concept ชีวิตและบุคลิกนิสัยเป็นสำคัญ
9. คุณเคยทราบไหมว่าหากคุณไปร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ในญี่ปุ่นคุณจะพบว่าไม่มีคนญี่ปุ่นทานอาหารเหลือทิ้งเลยแม้ว่าเค้าจะทานปริมาณมากสักเท่าไร
10. คุณเคยทราบไหมว่าระยะเวลาเฉลี่ยของการที่รถไฟมาผิดเวลาในแต่ละปีประมาณ 7 วินาที!!! เค้าให้ความสำคัญของเวลามากในระดับนาที..วินาทีเลย
11. คุณเคยทราบไหมว่าเด็กนักเรียนจะแปลงฟันหลังเสร็จอาหารกลางวันที่โรงเรียนเพื่อรักษาสุขภาพฟันตั้งแต่เนิ่นๆ
12. คุณเคยทราบไหมว่าเด็กนักเรียนญี่ปุ่นทานอาหารกลางวันเสร็จในเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงเพื่อระบบการย่อยที่ดี เมื่อถามถึงพฤติกรรมสุขภาพเหล่านี้..เค้าบอกว่า "เด็กคืออนาคตของชาติ"



(ภาพสวยๆจากญี่ปุ่น)




















ขอบคุณบทความดีๆจาก http://onknow.blogspot.com/


วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ส่วนที่น่ากลัวที่สุดของคนมีความรัก




เคยได้ยินสำนวนอันหนึ่งไหมครับ ที่บอกว่าสิ่งที่ดูน่ากลัว มักจะไม่อันตรายสิ่งที่อันตราย มักจะดูไม่น่ากลัว ....ว่ากันว่า.. ส่วนที่น่ากลัวที่สุดของคนมีความรักคือการที่รักกันมาแนบแน่น สวยหรูโดยไม่เคยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งเลยเพราะความสวยงามราบรื่น มันทำให้เรา "วางใจ" จนอาจลืมไปว่า.. ยังไงๆ เขาก็เป็น "คนอื่น" ยังไงๆ เขาก็มีหัวใจคนละดวงกับของเราสมองคนละก้อน ตัดสินใจได้เอง รู้สึกได้เองว่าจะรัก จะเลิก จะอยู่หรือจะไป  ในเวลาอกหัก ใครจะมาบอกมาพูดอะไรสามวันสามคืนก็ไม่ช่วยอะไรได้มาก เท่ากับการมีปัญญาขึ้นในใจเราเอง ถ้าเราเข้าใจได้ว่า คนเราเกิดมาเพื่อพบกันเพื่อมีวันเวลาที่ดีด้วยกัน และเพื่อพรากจากกันในที่สุด ไม่ช้าก็เร็วเราก็จะทำใจ และปล่อยวางได้ โดยไม่ต้องการคำอธิบาย หรือตรรกะเหตุผลอะไร มากมาย 

เวลาเจอเรื่องแบบนี้ อย่าเสียเวลาถามว่า "ทำไม" ให้มากความนะครับ คิดเสียว่าเขาตายจากชีวิตเราไปแล้ว คนที่เคยเป็นคนรักแสนดีของเรา เขาไม่อยู่ในโลกของเราแล้ว  ถ้าเรารักเขามากจริงๆ อย่างที่บอกเขาเสมอนี่ไง.. สิ่งสุดท้ายที่เราจะให้เขาได้ "ให้อภัย" ไงครับ  คิดเสียว่า เขาจะมีความสุขมากกว่าที่ได้อยู่กับเรา อวยพรให้เขาโชคดี ในโลกใหม่ของเขา ไม่ต้องรอเขาหรอกนะครับ อย่าไปหวังลมๆแล้งๆ ว่าคนตายแล้วจะฟื้นกลับมา เพราะมันมีแต่ในหนังแฟรงเก้นสไตน์ และถึงเขาจะกลับมา

เชื่อเถอะครับว่า ความรู้สึกดีๆ มันจะไม่เหมือนเดิมแล้ว  เขาเลือกทางเดินชีวิตของเขาแล้ว เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขาแล้ว เราก็เลือกได้เหมือนกัน ว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือจมปลักในทุกข์นี้ต่อไป อยากร้องไห้ก็ร้องแต่พองาม พอให้รู้สึกว่าเรามีเลือดเนื้อแต่อย่าร้องจนเสียจริต เหมือนคนคิดสั้นเพราะถึงเราจะร้องจนน้ำท่วมทุ่งกุลาร้องไห้ ก็ไม่ทำให้อะไร อะไร กลับมา เหมือนเดิม เราอาจรู้สึกเหมือนโลกดับ วับหายแต่เปล่าหรอก.. ชีวิตเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้ความจริง การเรียนรู้ความรู้สึกของการสูญเสียครั้งใหญ่เป็นบทเรียนสำคัญของมนุษย์ ที่จะได้สอนตัวเองว่า .. อย่ายึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป  ทั้งเรา ทั้งเขา ทั้งใครๆ ทั้งสิ่งนั้น สิ่งนี้ สิ่งไหน ทั้งโลกนี้ จักรวาล และกาลเวลา




===============================================

"ชอบก็อย่าลืมติดตามอัพเดทเว็บไซต์เรานะครับ"
"เพื่อให้เครดิตและกำลังใจในการนำเสนอผลงานกับเจ้าของเว็บไซต์"
"ก็ช่วยกันแชร์เย่อะๆนะครับเพื่อให้เว็บไซต์ของเราอยู่รอด"
"ขอขอบคุณทุกๆท่านที่มาเยี่ยมชมครับ"


บทความและภาพ ในบล็อกนี้บางบทบางภาพอาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นที่ที่ทางเราคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ dotth.biz@Gmail.com ทางเราจะได้นำบทความนั้นนั้นออก ขอบคุณครับ

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อกหักให้เป็น



หลายคนให้นิยามของความรักไว้ต่างๆ นานา เช่น “ความรักคือการให้” “ความรักเป็นสิ่งสวยงาม” “ความรักคือความซื่อสัตย์” ฯลฯ แต่หากความรักไม่ได้เป็นอย่างที่หวังไว้ ความรู้สึกผิดหวังในเรื่องความรักก็จะเกิดขึ้นและปรากฏเป็นอาการ “อกหัก” ให้เห็น ซึ่งก็มีหลากหลายคำพูดอีกเช่นกันที่พยายามสื่อให้ “คนอกหัก” ได้มีความรู้สึกที่ดีขึ้น  “อกหัก ดีกว่ารักไม่เป็น” “อกหักไม่ยักกะตาย” ฯลฯ

ดังนั้น หากคุณคิดจะรักใครซักคนจึงต้องยอมรับในเบื้องต้นก่อนว่า ครึ่งหนึ่งคือความเสี่ยงที่จะต้องอกหัก และอีกครึ่งหนึ่งคือความเป็นไปได้ที่จะมีรักที่มีความสุข เมื่อคิดจะรักก็ต้องยอมรับกับความเสี่ยงที่จะต้องลุ้น และหากเราเป็นพวกที่ต้องทนกินแห้วกระป๋อง ทำอย่างไรไม่ให้ความรักทำให้เราตาบอด ……… จึงต้อง “อกหักให้เป็น”

อาการ “อกหัก” เป็นอย่างไร

สำหรับคนที่ไม่เคยมีความรัก หรือความรักสุขสมหวัง ก็คงจะไม่รู้จักลักษณะอาการของคำว่า “อกหัก” อาการที่อยู่ๆ ก็เกิดร้องไห้น้ำตาไหลพรากขึ้นมาเฉยๆ ขาดการยับยั้งต่อมน้ำตา สมองไม่สามารถสั่งการหรือใช้ในการประมวลผลเรื่องราวอะไรได้เลย นอกจากจะวนเวียนอยู่กับประโยคคำถามที่ว่า “ฉันผิดอะไร” “ทำไมเธอไปจากฉัน” “เรากลับมารักกันอีกได้ไหม” 

หลับตาก็นึกถึงแต่เรื่องเขา ช่วงนี้ชีวิตจะเหมือนล่องลอยไร้วิญญาณ ไม่รู้สึกรู้สากับสถานการณ์รอบๆตัว เกิดภาวะสับสนทั้งทางด้านอารมณ์และความรู้สึก ใจหวิวๆ รู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน หายใจก็ขัดๆ ปวดท้องแต่ไม่อยากกินข้าวกินปลา ซึ่งอาการต่างๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วง “อกหัก” นี้ เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางเคมีภายในร่างกาย และจะส่งผลต่อภาวะอารมณ์ ความรู้สึก รวมถึงปฏิกิริยาของร่างกายด้วย

ทำไม “อกหัก” จึงรู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน

การที่คนเรารู้สึกเจ็บปวดเมื่อ “อกหัก” อาจเป็นผลมาจากกระบวนการทางเคมีในร่างกาย คือ เวลาที่คนมีความรัก สมองจะหลังสารที่เรียกว่า “ฟีนิลเอธิลามีน (Phenylethylamine) ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายยากระตุ้นประสาทอย่างแอมเฟตามีน สามารถทำให้สมองตื่นตัวและร่างกายมีกำลังมากขึ้น 

และเมื่อเกิด “อกหัก” อย่างแรง สมองและร่างกายจะสูญเสีย “ฟินิลเอธิลามีน” อย่างเฉียบพลัน ซึ่ง ดร.ไมเคิล ไลโบวิตซ์ แห่งสถาบันจิตวิทยานิวยอร์ก อธิบายไว้ว่า อาการ “อกหัก” เพราะรักเป็นพิษนั้นจะคล้ายกับอาการถอนยาอย่างมาก

สารอีกตัวหนึ่งที่ส่งผลต่อความเจ็บปวดเมื่อคนเรา “อกหัก” ก็คือ “สารเอ็นโดฟินส์ (Endophins) โดย นพ.สุวินัย บุษราคัมวงษ์ แพทย์สาขาอายุรกรรมสมอง รพ.กล้วยน้ำไท 1 ได้เล่าประสบการณ์จากการสังเกตคนไข้สองกลุ่มที่มีอาการป่วยเดียวกัน และพบว่า คนไข้ที่มีคนรักคอยดูแลอยู่ตลอดเวลาจะมีอัตราการหายป่วยที่เร็วกว่าคนไข้ที่ไม่มีคนรักมาคอยดูแล

อีกกรณีหนึ่ง เชื่อว่า “สารเอ็นโดฟินส์” สามารถลดความเจ็บปวดได้ โดยพบว่า ผู้ป่วยที่โดนมีดบาด หากมีคนรักมาคอยปลอบโยนร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดฟินส์ออกมา เพื่อปิดกั้นสัญญาณความเจ็บปวดที่จะส่งถึงสมอง จึงเป็นผลให้ลดความเจ็บปวดลงไปได้

ดังนั้น เมื่อคนเรา “อกหัก” จึงเกิดการปรับเปลี่ยนของสารเคมีในร่างกายที่ไม่สมดุล ทำให้แต่ละคนมีการตอบสนองต่อปัจจัยต่างๆ แตกต่างกันออกไปซึ่งก็ขึ้นอยู่กับภูมิหลังการเลี้ยงดู วิถีชีวิตในปัจจุบัน ครอบครัว ภาวะทางสังคม หรือแม้แต่ปริมาณสารเคมีในร่างกาย จึงทำให้บางคนที่ “อกหัก” สามารถที่จะทำใจได้ในเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่คน “อกหัก” จำนวนหนึ่งไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ จึงนำไปสู่การฆ่าตัวตาย

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า เมื่อคนเรา “อกหัก” และมีอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ เกิดขึ้นมานั้น ล้วนส่งผลกระทบต่อปฏิกิริยาของร่างกาย ส่วนจะส่งผลกระทบมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับภาวะการปรับตัวรับกับสภาพการ “อกหัก” ได้มากน้อยเพียงใด

อกหักให้เป็น….ทำอย่างไร

เมื่อ “อกหัก” หากจะห้ามไม่ให้คนเรารู้สึกรู้สากับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ให้รู้สึกเสียใจ ทุกข์ใจ เศร้า หรือสับสนทางอารมณ์และความคิด คงจะเป็นไปไม่ได้

ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ความสับสนทางอารมณ์และความคิดต่างๆ เหล่านั้นไม่เกินเลยจนส่งผลกระทบต่อตนเอง จึงต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นและปรับอารมณ์ ความคิดและพฤติกรรมให้เข้าสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด

วิธีปรับความคิด อารมณ์ ความรู้สึก รวมถึงพฤติกรรมต่างๆ ให้สามารถรับมือกับภาวะ “อกหัก” ให้ได้ โดยการ “อกหักให้เป็น” มีดังนี้

1. ถ้าอยากร้องไห้ ….. จงร้องให้เต็มที่ ระบายความรู้สึกเจ็บปวดอย่างสุดแสนออกมาทางน้ำตา อย่าพยายามเก็บกดความรู้สึกเอาไว้ การร้องไห้เป็นการระบายอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้มีการปรับความสมดุลทางอารมณ์ให้กลับสู่สภาวะปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด

2. เสียใจได้…..แต่อย่าให้เสียคน การเสียใจทำให้เราได้รู้ว่า อย่างน้อยเราก็มีหัวใจไว้รักไว้เจ็บ มีความทุกข์ความสุขได้เหมือนคนอื่น ต้องรู้จักควบคุม รู้จักความพอดี อย่าคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่าและอย่าคิดทำร้ายตัวเอง อย่าลืมว่าเรายังมีพ่อแม่ที่รักเรามากที่สุด และเป็นความรักที่ยั่งยืนที่สุดด้วย แล้วคิดเสียว่าก่อนจะมีใครคนนั้นเราสามารถมีชีวิตอยู่มาได้ และเมื่อเขาไปเราก็ต้องอยู่ต่อไปได้เช่นกัน

3. อย่าแบกทุกข์ตามลำพัง กลับไปหา “พ่อแม่” ดีที่สุด พูดคุยกับท่าน ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นและเจ็บปวดแสนสาหัสให้ท่านฟัง แล้วเราจะได้รับกำลังใจอันมีค่าที่สุดจากท่าน หรืออาจใช้วิธีเขียนความรู้สึกลงในกระดาษ ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

4. ปฏิวัติตัวเองเสียใหม่ พยายามปรับปรุงตัวเองในภาพลักษณ์ใหม่ที่ไฉไลและดูดีกว่าเดิม อย่าปล่อยให้ตัวเองหน้าโทรม ผมเผ้ารุงรัง ตาปูด ผอมโซ อย่าให้ชีวิตรักที่ไม่สมหวังมาทำให้ตัวเองต้องจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ตลอดเวลา

5. หันเหความสนใจไปทำกิจกรรมอื่นๆ อย่าเก็บตัว แรกๆ อาจจะต้องฝืนความรู้สึกอยู่บ้าง แต่ถ้าได้ลงมือปฏิบัติแล้ว อารมณ์และความรู้สึกต่างๆ จะดีขึ้น เช่น เล่นกีฬา ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เป็นต้น

6. ให้คิดเสียว่าประสบการณ์ “อกหัก” เป็นประโยชน์ต่อชีวิต เพราะมันจะเป็นเหมือนสะพานอีกขั้นหนึ่งให้เราได้ก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ให้เราได้ใช้ชีวิตอีกระดับหนึ่ง และกำไรที่เหลืออยู่จากประสบการณ์ “อกหัก” ก็คือ ได้เรียนรู้ว่ารักเป็นอย่างไร ถ้าไม่สุขจนล้นมาเสียก่อนจากการได้รักและถูกรัก แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ็บเจียนตาย นอนน้ำตาไหลพรากเป็นท่อน้ำประปาแตกนั้นมันทุกข์แค่ไหน

แม้ความรักที่ไม่สมหวังทำให้ต้องสูญเสียความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้แก่กันไปมากน้อยแค่ไหน หรือแม้กระทั่งทำลายความเป็นตัวของตัวเองให้ลดน้อยไปมากเพียงใดก็ตาม แต่หากเราได้เรียนรู้เพื่อที่จะ “อกหักให้เป็น” ความรักที่ไม่สดใสอาจกลายเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เรามองเห็นโลกที่กว้างใหญ่และสวยงามขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้ 

… อาจดูว่ามันอ้างว้าง แต่ว่าทางที่เดินก็กว้างพอ … ไม่ต้องรอไปแบ่งกับใคร
...
เอกสารอ้างอิง
มานพ ประภาษานนท์. วิธีคิดกับความเจ็บปวด นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 28 ฉ.5 (น.84-85). กรุงเทพฯ: บริษัท ก.พล (1996) จำกัด, 2547.
บรรณาธิการ. ปฏิกิริยาแห่งรัก นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 28 ฉ.2 (น.24). กรุงเทพฯ: บริษัท ก.พล (1996) จำกัด, 2547.
เอ็นโดฟินส์ สารแห่งความรัก บำบัดโรค นิตยสารแพทย์ทางเลือก ปีที่ 4 ฉ.30 (น.48-51). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ฐานการพิมพ์, 2547.

(เวปไซต์)http://dnfe5.nfe.go.th/ilp/42009/42009-52.htm


"ชอบก็อย่าลืมติดตามอัพเดทเว็บไซต์เรานะครับ"
"เพื่อให้เครดิตและกำลังใจในการนำเสนอผลงานกับเจ้าของเว็บไซต์"
"ก็ช่วยกันแชร์เย่อะๆนะครับหรือคลิกป้ายโฆษณาสักนิดเว็บไซต์เราอยู่ได้ก็เพราะสิ่งนี้ครับ"
"ขอขอบคุณทุกๆท่านที่มาเยี่ยมชมครับ"

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รวมภาพ นางแบบ เอเชีย เซ็กซี่ แจ่มๆ



















































"ถ้าชอบก็อย่าลืมติดตามอัพเดทเว็บไซต์เรานะครับ"
"เพื่อให้เครดิตและกำลังใจในการนำเสนอผลงานกับเจ้าของเว็บไซต์"
"ก็ช่วยกันแชร์เย่อะๆนะครับหรือคลิกป้ายโฆษณาสักนิดเว็บไซต์เราอยู่ได้ก็เพราะสิ่งนี้ครับ"
"ขอขอบคุณทุกท่านๆที่มาเยี่ยมชม"

ป้ายกำกับ

คลังรูปภาพ ความรู้เกี่ยวกับเว็บไซต์ ความรู้เทคนิคเคล็ดลับ คำคมโดนๆจากหลายสำนัก เคล็ดลับสาระน่ารู้ โดเมนโฮสติ้ง ตำนานประวัติศาสตร์ แนะนำหนัง สนุก มัน ซึ้ง บทความดีๆที่น่าอ่าน บล็อกและเว็บไซต์ ประเพณีพื้นบ้านไทย ปริศนาโลก ภาพสวยอาร์ตหลากอารมณ์ มุมมองเกี่ยวกับความรัก มุมมองความรัก รวมภาพตุ๊กตาน่ารัก รวมภาพสัตว์น่ารัก รวมภาพสาวเซ็กซี่น่ารัก รวมภาพอาร์ตๆ เรื่องของเห็ดๆ เรื่องจริงที่ไม่น่าเชื่อ เรื่องราวลี้ลับพิศวง วัดพระธาตุนครพนม เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ สถานที่ท่องเที่ยว จ.ชัยภูมิ สถานที่ท่องเที่ยว จ.นครพนม สถานที่ท่องเที่ยวจากทั่วโลก สถานที่ท่องเที่ยวไทย สร้างรายได้ออนไลน์ สังคมและกฎหมาย สูตรการทำอาหาร อัพเดทสังคมออนไลน์ Anime ภาพการ์ตูนสวยๆ App มือถือ blogger facebook Gif ภาพเคลื่อนไหว Google Opencart Wallpapers

ที่ได้รับความนิยม

รายการ

Anime ภาพการ์ตูนสวยๆ Gif ภาพเคลื่อนไหว Google Opencart Wallpapers blogger facebook คลังรูปภาพ ความรู้เกี่ยวกับเว็บไซต์ ความรู้เทคนิคเคล็ดลับ คำคมโดนๆจากหลายสำนัก ตำนานประวัติศาสตร์ บทความดีๆที่น่าอ่าน บล็อกและเว็บไซต์ ประเพณีพื้นบ้านไทย ปริศนาโลก ภาพสวยอาร์ตหลากอารมณ์ มุมมองความรัก มุมมองเกี่ยวกับความรัก รวมภาพสัตว์น่ารัก รวมภาพสาวเซ็กซี่น่ารัก รวมภาพอาร์ตๆ สถานที่ท่องเที่ยวจากทั่วโลก สถานที่ท่องเที่ยวไทย สร้างรายได้ออนไลน์ สังคมและกฎหมาย สูตรการทำอาหาร อัพเดทสังคมออนไลน์ เคล็ดลับสาระน่ารู้ เรื่องของเห็ดๆ เรื่องจริงที่ไม่น่าเชื่อ เรื่องราวลี้ลับพิศวง เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ โดเมนโฮสติ้ง

Booyah*

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

Our Office

คลังบทความ